เครื่องช่วยฟัง

สมัยก่อนนั้นการใช้เครื่องช่วยฟังสำหรับผู้ที่บกพร่องทางการได้ยินนั้นเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ยาก เพราะการตลาดที่ยังไม่กว้างขวางการแข่งขันน้อยทำให้ราคาสูงต่างกับในปัจจุบันที่ถูกลงกว่าเมื่อก่อนโดยเริ่มตั้งแต่ประมาน 500 บาทขึ้นไปจนถึงหลักหมื่น พร้อมกับพัฒนารู้แบบให้เล็กกะทัดรัดแลดูสวยงามมากขึ้นรวมถึงรูปแบบของการให้พลังงานจากเดิมที่ใช้ถ่านได้เพิ่มเป็นมีชาร์จแบตเตอรี่ในตัว เป็นอย่างไรไปดูกัน

Ear-Gen

โดยเครื่องรุ่นแรกจะมีลักษณะเป็นกล่องพร้อมกับช่องหูฟังขนาด 3.5 มม. สามารถใช้งานได้ทันทีเพียงใส่ถ่าน ข้อดีคือเมื่อถ่านหมดแล้วต้องทำการเปลี่ยนถ่านหากไม่มีจะไม่สามารถใช้งานได้หรือต้องมีถ่านสำรองนั้นเอง ข้อเสียคือน้ำหนักเยอะพกพาไม่สะดวกเท่าที่ควร การทำกิจกรรมต่างๆ อาจทำให้เกิดการผิดพลาดเครื่องหล่นเสียหายได้และสำหรับบางรุ่นถ่านใช้เปลี่ยนอาจจะหาได้ยากเป็นจุดสังเกตได้ง่ายเพราะอุปกรณ์มีขนาดใหญ่

Ear unbox-horz

สำหรับรุ่นใหม่นั้นจะสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีขนาดเล็กลงเป็นอย่างมากอีกทั้งรูปทรงที่เข้ากับยุคสมัยได้ดี มีทั้งลักษณะแบบคล้องติดกับหูและแบบ in ear ทำให้ใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น พลังงานยังคงมีทั้งจากแบบถ่านและแบบแบตเตอร์รี่ในตัวให้ได้เลือกใช้งาน ข้อดีคือน้ำหนักเบาพกพาได้สะดวกใช้งานได้โดยไม่เป็นจุดสังเกต ข้อเสียคือชาร์จแบตเตอรี่ในแต่ละครั้งต้องใช้เวลาพอสมควรและระยะเวลาการใช้งานอย่างน้อย 8 ชม.ต่อการชาร์จแบตเตอรี่หนึ่งครั้ง หากต้องออกนอกบ้านนานจะเป็นอุปสรรค์ต่อการใช้งาน

รูปแบบของเสียงที่ได้ในแต่ละอุปกรณ์ช่วยฟังเองมีส่วนในการตัดสินใจที่เลือกซื้อ โดยเสียงที่ได้จะมี 2 ลักษณะด้วยกันคือแบบ Analog และ Digital เสียงที่ได้จะมีความไกลเคียงกันแต่สิ่งที่ต่างกันคือเสียง Analog จะมีปัญหาในด้านของเสียงรบกวนคือเสียงซ่าๆ ส่วน Digital ไม่มีเสียงรบกวนเสียเท่าไหร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการรวมถึงงบประมานของผู้ใช้งานเองและแบบไหนสะดวกกว่าในการดำรงชีวิต

Ear

ทุกประเทศเองนั้นเมื่อมีเด็กเกิดขึ้นจะมีการตรวจร่างกายตั้งแต่ยังอยู่โรงพยาบาล สำหรับการตรวจการได้ยินจะมีการใช้เครื่องมือที่ชื่อว่า เครื่อง OAE (Otoacoustic Emissions) ซึ่งทุกโรงพยาบาลจะมีการใช้เพื่อตรวจเบื้องต้น หากพบว่าตรวจไม่ผ่านจะมีการตรวจซ้ำอีกครั้งหนึ่ง แต่หากว่าตรวจแล้วยังไม่ผ่านอีกให้สันนิฐานว่าเด็กเกิดความบกพร่องทางการได้ยินควรนัดแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด และยังสามารถแบ่งระดับความบกพร่องทางการได้ยินถึง 6 ระดับ

1.แบบปกติ จะได้ยินเสียงในลักษณะของการกระซิบ ความดังไม่เกิน 25 เดซิเบล

2.หูตึง ไม่สามารถได้ยินเสียงกระซิบ แต่ยังคงได้ยินเสียงพูดตามปกติอยู่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วงฟังแต่ไม่บ่อยครั้ง ความดังอยู่ที่ 26-40 เดซิเบล

3.หูตึงปานกลาง ต้องพูดเสียงดังขึ้นอีกเล็กน้อย ความดังอยู่ที่ 41-55 เดซิเบล

4.หูตึงมาก คือตะโกนแล้วถึงจะได้ยิน จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟังตลอด ความดังอยู่ที่ 56-70 เดซิเบล

5.หูตึงแบบรุนแรง คือแม้แต่ตะโกนแล้วหรือว่าใช้เครื่องขยายเสียยังคงได้ยินอยู่แต่ยังไม่ชันเจนในเสียง ความดังอยู่ที่ 71-90  เดซิเบล

6.หูหนวก คือต่อให้ทำอย่างไรยังคงไม่ได้ยินเสียงเลยแม้แต่น้อย ความดังอยู่ที่ 91+ เดซิเบล

การได้ยินเองก็เป็นสิ่งสำคัญจากผลการวิจัยพบว่าเด็กที่ขาดการได้ยินนั้นจะมีการพัฒนาที่ช้ากว่าเด็กพิการทางสายตา หลายท่านอาจสงสัยว่าเป็นเพราะอะไรนั้นก็เพราะว่าการสื่อสารทำให้สามารถรับรู้ได้ดีกว่าว่าสิ่งที่ต้องการคืออะไรอย่างเช่น หากเด็กบกพร่องทางการได้ยินเจอกับเพื่อนซึ่งเพื่อนพูดว่าอะไรก็จะไม่สามารถรู้ได้หรืออาจจะไม่เข้าใจเลยต่อให้แสดงท่าทางออกมาให้ดูก็ตาม แต่หากว่าพิการทางสายตายังสามารถโต้ตอบในการสนทนาด้วยคำพูดหรือน้ำเสียงที่สื่อถึงอารมณ์ได้ดีกว่าท่าทาง และเมื่อเด็กไม่ได้ยินเสียงต่างๆ ต่อให้พูดได้ปกติแต่เค้าจะไม่รู้ว่าต้องพูดแบบไหนเพราะไม่เคยออกเสียงเนื่องจากไม่เคยได้ยินจะกลายเป็นคนที่ไม่สามารถพูดได้ไปในทันที โดยที่ส่วนน้อยจะยังพอได้ยินและพูดโต้ตอบได้

cropped-Friend-hearing

สาเหตุของความบกพร่องทางการได้ยินมีหลายสาเหตุดังนี้

1.เป็นมาตั้งแต่กำเนิด ส่วนใหญ่แล้วจะมีสาเหตุมาจากพันธุกรรมและกรรมพันธุ์ กรรมพันธุ์คือมีบุคคลในครอบครัวหรือเชื่อสายที่เคยมีประวัติมาก่อนจึงมีสิทธิที่จะเกิดขึ้นได้ ส่วนทางพันธุกรรมเกิดจากความบกพร่องหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็นเพราะได้รับยาผ่านมารดาซึ่งมีผลกระทบหรืออันตรายต่อเด็กในครรภ์

2.เป็นหลักจากที่คลอดแล้ว เป็นผลที่มาจากการเกิดโรคต่างๆ ทำให้ต้องศูนย์เสียการได้ยินไปหรือเป็นไปตามอายุและอื่นๆ เช่น การติดเชื้อ การใช้ยาที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อการได้ยิน การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ

 

Emotional problems of children with hearing impairments.

ปัญหาทางอารมณ์ของเด็กที่บกพร่องทางการได้ยินและทางแก้ปัญหาสำหรับผู้ใกล้ชิด

เมื่อเด็กบกพร่องทางการได้ยินจะมีปัญหาในเรื่องของการเข้าสังคมไม่ว่าจะเป็นการเล่นกับเพื่อนรวมถึงทางการศึกษาที่เมื่อทำงานเป็นทีมจะทำให้เกิดความยากลำบากในการสื่อสาร รู้สึกว่าตนเองต่างไปจากเพื่อนคนอื่น ขาดความมั่นใจไม่กล้าเข้าสังคม และขาดความปลอดภัยเมื่อออกไปนอกที่พักอาศัยอย่างที่เคยมีข่าวว่าฟังเพลงแล้วเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตเป็นกรณีที่คล้ายกันซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เสมอสำหรับคนบกพร่องทางการได้ยิน ทางแก้ปัญหาเบื้องต้นผู้ปกครองควรให้กำลังใจ ด้วยการแสดงออกเป็นท่าทาง สีหน้า หรือเป็นการแสดงออกแบบอื่น ซึ่งบางรายจะต้องใช้เวลาในการปรับตัวหรือทำให้เด็กรับรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นคืออะไรแสดงถึงอะไรด้วยการกระทำซ้ำๆ

 

Hearing-aids

อุปกรณ์สำหรับเด็กที่บกพร่องทางการได้ยินแต่ยังพอที่จะได้ยิน

เครื่องช่วยฟังเป็นอุปกรณ์หนึ่งที่ทำหน้าที่ขยายเสียงรอบข้างให้ดังขึ้น ผู้ที่หูตึงก็สามารถใช้งานได้โดยปัจจุบันนี้เราจะเห็นมีผู้ใช้งานกันอย่างแพร่หลายซึ่งต่างกับเมื่อก่อนเป็นอย่างมาก รูปแบบเองก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเหมือนกับอุปกรณ์อื่นๆ โดยที่เมื่อก่อนนั้นจะมีเพียงลักษณะคล้ายกล่องที่พกพาไม่สะดวก ปัจจุบันออกแบบให้เล็กกะทัดรัดมากยิ่งขึ้น ส่วนใหญ่แล้วจะเหมาะสมกับผู้ที่พอจะได้ยินอยู่บ้าง สำหรับผู้ที่หูดับหรือไม่ได้ยินเลยนะจำเป็นต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่น

 

School-hearing-impairments

ทางออกทางการศึกษาของผู้บกพร่องทางการได้ยิน

ปัจจุบันมีการเรียนการสอนสำหรับเด็กพิเศษโดยเฉพาะในหลายจังหวัดสามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานศึกษาธิการว่าในจังหวัดของท่านมีสถานที่เปิดการเรียนการสอนหรือไม่ ทำให้เด็กลุ่มนี้ได้รับการศึกษาการเรียนรู้ที่เหมือนกับคนธรรมดา ไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนเกินของสังคมมีเพื่อนที่สามารถพูดคุยกันได้เหมือนคนทั่วไป อีกทั้งสังคมในตอนนี้เปิดโอกาสให้กับผู้พิการเป็นจำนวนมากในการที่จะมีโอกาสได้ทำงานเหมือนกับบุคคลอื่นๆ เมื่อสำเร็จการศึกษามาแล้วหากท่านมีความรู้ความสามารถในการทำงานแต่ยังไม่รู้จะประกอบอาชีพใดติดต่อได้ที่ กรมแรงงาน จะมีการระบุอย่างชัดเจนว่าที่ใดต้องการผู้บกพร่องแบบไหนอย่างไร ซึ่งขณะนี้ได้มีการเปิดการสาขาเฉพาะของผู้บกพร่องจนถึงระดับ ป.ตรี เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่จะได้ทำงานตามที่ตนเองต้องการ ครั้งหน้ามีเรื่องอะไรมาแจ้งสามารถติดตามกันได้ที่นี่