เบื่อไหมมีเพื่อนที่หูตึงหรือหูดับชั่วขณะแต่ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย  อันดับแรกเลยเราต้องมาทำความรู้จักกับโรคนี้ให้ดีก่อน เพราะอาการหูตึงบไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เพราะหูตึงหมายถึงความสามารถในการได้ยินเสียงลดลงจากเดิม จะตึงมากหรือตึงน้อยก็วัดกันตรงระดับเสียงที่เราได้ยิน

คนทั่วไปแล้วจะได้ยินเสียงในลักษณะที่ชัดเจน แต่ถ้าคนที่ได้สูญเสียหูข้างหนึ่งไปแล้วก็จะรู้สึกว่าโลกของเรามันดับไปข้างหนึ่ง  สำหรับสาเหตุที่เป็นปัจจัยในการทำให้หูตึงก็มาจากปัญหาที่หูชั้นนอกหรือหูชั้นกลาง เช่นเกิดจาก เป็นโรคหูน้ำหนวก หูชั้นกลางอักเสบ ขี้หูอุดตัน หรือปัจจัยอื่นๆที่สามารถเกิดเป็นโรคได้ อาการของคนหูตึงอาจจะเกิดขึ้นได้จากปัญหาที่ชั้นหูใน คือที่ประสาทหู เช่น การติดเชื้อ โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือ มีอาการอื่นร่วมอยู่ด้วย และยังมีผลข้างเคียงคืออาจจะเกิดอาหารหน้ามืดได้ และยังมีเสียงดังอยู่ในหูอีกด้วย โดยอาการหูตึงอาจจะเป็นไปทีละขั้น แต่เราไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็นไปตามขั้นไหนแล้ว โดยถ้าปิดหนักๆเราก็จะต้องใช้เครื่องช่วยฟังเสียงแทนการได้ยิน หรืออาจจะต้องใช้ภาษามือก็เป็นไปได้เพราะเราหูตึงก็เหมือนกับคนเป็นใบ้คนหนึ่ง แต่เราก็ควรแยกด้วยว่าเราสามารถพูดได้แต่คนใบ้ไม่สามารถพูดออกมาได้ ซึ่งเราควรแยกแยะด้วยนะคะในการแยกคนหูตึงกับคนเป็นใบ้ออกจากัน โยการที่เรามีอาการหูตึงมันก็จะต้องมีปัญหาที่ตามมาอยู่แล้ว ซึ่งคุณภาพชีวิตของเราก็จะเปลี่ยนไป เมื่ออายุของคุณขึ้นมากคุณก็จะไม่สามารถออกเสียงหรือดูแลตัวเองได้ดีกว่าคนปกติ จะมีปัญหาเรื่องการสื่อสารออกมานั่นเอง มีโอกาสเกิดอันตรายก็เป็นได้ โดยจะเกิดอันตรายจากไม่ได้ยินเสียงเตือนอะไรเลย และการข้ามถนนเองหรือทำอะไรในสถานที่อันตรายก็ควรหยุดคะ โดยมันจะเป็นผลเสียต่อตัวคุณเองเลยคะ ถ้าแก่ตัวลงเราก็อาจจะเป็นโรคซึมเศร้าได้คะเพราะเราไม่สามารถสื่อสารกับคนอื่นได้โยตรง

ซึ่งการดูแลรักษา ควรตรวจสมรรถภาพการได้ยินเป็นประจำทุกปี ซึ่งเมื่อแก่ตัวลงแล้วคุณก็จะเจอปัญหาตามมา ควรดูแลเรื่องการรักษาสุขภาพให้มากที่สุดและควรดูแลเรื่องของโรคประจำตัวของตัวเองอีกด้วย ซึ่งถ้าเรามีโรคประจำตัวต่างๆ ร่างกายของเราก็จะแย่มากกว่าเก่า

อีกหนึ่งความสำคัญนอกจากที่เป็นการแสดงท่าทางชองความรู้สึกแล้วยังรวมถึงการคำนวณเลข ซึ่งคืออีกหนึ่งพื้นฐานของความจำเป็นในชีวิตประจำวัน อาจจะเห็นได้จากกิจกรรมบางอย่างที่มีการใช้ลักษณะของการนับเลขแบบนี้ได้แก่ การโดยสารทางเรือถ้าหากว่าใครที่เคยใช้บริการสาธารณะดังกล่าวจะพอเห็นได้ว่า มีการชูมือเพื่อบอกราคาเพราะเสียงของเครื่องยนต์เรือมีการทำงานที่ค่อนข้างจะเสียงดังทำให้ไม่สามารถที่จะพูดคุยกันได้

โดยตัวอย่างการนับมีดังนี้

 

finger-language-zero

เลข 0

ลักษณะมือ จิกปลายนิ้วชี้และนิ้วโป้งเข้าหากัน นิ้วที่เหลืองอลงเล็กน้อย

 

finger-language-one

เลข 1

ลักษณะมือ กำมือแล้วชูนิ้วขี้ขึ้นเพียงนิ้วเดียว

 

finger-language-two

เลข 2

ลักษณะมือ มือ กำมือแล้วชูนิ้วขี้และนิ้วกลาง

 

finger-language-three

เลข 3

ลักษณะมือ กำมือแล้วชูนิ้ว โป้ง ชี้และนิ้วกลาง

 

finger-language-four

เลข 4

ลักษณะมือ กำมือแล้วชูนิ้ว ชี้ นิ้วกลาง นิ้วนางและนิ้วก้อย

 

finger-language-five

เลข 5

ลักษณะมือ ชูนิ้วมือทั้ง 5

 

finger-language-six

เลข 6

ลักษณะมือ จิกปลายนิ้วโป้งกับนิ้วก้อย ชูนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง

 

finger-language-seven

เลข 7

ลักษณะมือ จิกปลายนิ้วนางกับนิ้วโป้ง  ชูนิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วก้อย

 

finger-language-eight

เลข 8

ลักษณะมือ จิกปลายนิ้วกลางกับนิ้วโป้ง ชูนิ้วชี้ นิ้วนาง และนิ้วก้อย

 

finger-language-nine

เลข 9

ลักษณะมือ มือ จิกปลายนิ้วชี้จิกกับนิ้วโป้ง ชูนิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อย

และหากต้องการจะนับตัวเลขที่มากขึ้นกว่านี้จะมีหลักในการใช้มือข้างใดข้างหนึ่งเป็นเลขหลักส่วนอีกข้างหนึ่งนั้นจะใช้เป็นเลขหลักต่อไปแทนเช่น เลข 52 จะใช้มือข้างซ้ายแทนจำนวน 50 ส่วนมือข้างขวาจะแทนเลข 2 เป็นต้น

ok

ภาษามือเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารและใช้ในการถ่ายทอดความหมายเมื่อเทียบกับการพูดคุย ภาษามือถูกคิดค้นโดยแนวความคิดที่ว่าหากคนเรานั้นไม่มีเสียงหรือไม่มีลิ้นจะสื่อสารกันได้อย่างไร และการใช้ภาษามือเพื่อเป็นการสื่อสารนี้เองได้เกิดขึ้นมานานแล้ว จนกระทั้งปี พ.ศ. 2223 มีการตีพิมพ์หนังสือโดย John Bulwer ชื่อว่า Didascalocophus ที่เสนอแนวความคิดของตนเองหลังจากที่ได้ศึกษากับคนหูหนวกคนหนึ่งที่พูดคุยกันกับหนังสือสอนการใช้งานภาษามือ Arthrological และ Charles de La Fin ได้ตีพิมพ์หนังสือที่ใช้ภาษามือร่วมกับร่างกายเป็นส่วนประกอบในการสื่อสาร ความแต่ต่างในแต่ละภูมิภาคอาจจะมีบ้างเนื่องจากมีการพัฒนาหรือเปลี่ยนไปตามภาษาที่มี และสำหรับพื้นฐานอย่างง่ายๆ ให้สามารถนำไปใช้ได้มีอะไรบ้างไปดูกัน

ตัวอย่างของการแสดงท่าทาง

sick

ไม่สบาย เกี่ยวข้องกับ การป่วย หรือเกิดสภาวะจิตใจและร่ายกายไม่ปกติ

ลักษณะท่าทางดังนี้ เอียงศีรษะไปด้านขวา ใช้หลังมือขวาในช่วงปลายนิ้วมาสัมผัสบริเวณหน้าผาก

 

hungry

หิว เกี่ยวข้องกับ หิวข้าว อยากรับประทานอาหาร เป็นต้น

ลักษณะท่าทางดังนี้ กำนิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อย เอาไว้ใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งรูดตรงลำคอ จนปลายนิ้วทั้งสองสัมผัสกัน

 

be-full

อิ่ม เกี่ยวข้องกับ หลังจากการรับประทานอาหารหรือสิ่งต่างๆ จนรับประทานต่อไม่ไหว

ลักษณะท่าทางดังนี้ คว่ำมือโดยเว้นระยะห่างระหว่างมือกับท้องเล็กน้อย จากนั้นยกมือขึ้นในแนวนอน จนกระทั่งหลังมือสัมผัสชิดกับใต้คาง

 

sorry

เสียใจ  เกี่ยวข้องกับ ผิดหวัง มีเรื่องที่ไม่สบายใจ จะต่างกับ เศร้าที่เป็นคนละความหมายกัน

ลักษณะท่าทางดังนี้ กำมือหันเข้าหาลำตัว โดยอยู่ห่างจากหน้าอกด้านซ้ายเล็กน้อย จากนั้นหมุนแขนเป็นวงกลมตามทิศทวนเข็มนาฬิกาประมาณ 3 รอบ พร้อมทำสีหน้าเศร้าสลด

 

apologize

ขอโทษ เกี่ยวข้องกับ  เมื่อทำอะไรผิดไปแล้วต้องการให้ผู้อื่นยกโทษให้

ลักษณะท่าทางดังนี้ ยกฝ่ามือซ้ายขึ้นมาระดับหัวใจ โดยหันปลายนิ้วไปยังคู่สนทนา จากนั้นใช้ปลายนิ้วมือข้างขวาทำวน ในทิศตามเข็มนาฬิกา เหนือฝ่ามือข้างซ้ายราว ๆ 3 รอบ

 

like-do-not-like

ชอบ, ไม่ชอบ เกี่ยวข้องกับ ความรู้สึกต่อสิ่งนั้น โดยที่ 2 ท่านี้จะมีลักษณะต่างกันอยู่นิดหน่อย

ลักษณะท่าทางดังนี้ สำหรับคำว่า ชอบ กำนิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อย โดยให้นิ้วชี้ และนิ้วโป้งเหยียดตรง หันมือเข้าหาลำตัว ระดับหน้าอกบริเวณหัวใจ โดยให้นิ้วทั้งสองทำมุมคล้ายตัววี จากนั้นลากมือลงพร้อม ๆ กับขยับปลายนิ้วชี้และนิ้วโป้งให้สัมผัสกัน

ลักษณะท่าทางดังนี้ สำหรับคำว่า ไม่ชอบ ทำท่าเดียวกับคำว่าชอบ พร้อมกับส่ายหน้าไปมาประมาณ 3 รอบ

 

well

สบายดี เกี่ยวข้องกับ การเจ็บป่วย สภาพร่างกาย อารมณ์ดี มีความสุข

ลักษณะท่าทางดังนี้ แบฝ่ามือทั้งสองข้าง จากนั้นให้ปลายนิ้วมือทั้งสองข้างทำมุมเป็นรูปตัววีโดยหันฝ่ามือเข้าหาลำตัวบริเวณหน้าอก แล้วลากมือในแนวเฉียงขึ้นเป็นรูปตัววีจนถึงระดับไหล่ จากนั้นกำนิ้วมือทั้ง 4 โดยชูนิ้วโป้งหันเข้าหากัน

 

worried

เป็นห่วง เกี่ยวข้องกับ ความเป็นห่วง หรือกังวล

ลักษณะท่าทางดังนี้  คล้องนิ้วชี้กับนิ้วโป้งของมือทั้งสองข้าง ให้ปลายนิ้วสัมผัสกัน โดยหันฝ่ามือซ้ายไปที่อีกฝ่าย ขณะที่นิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยเหยียดตรง

จากที่กล่าวมานั้นหลายๆ ท่าจะมีความหมายมากกว่าหนึ่งคำอยู่เสมอ ซึ่งหากจะสื่อสารบางครั้งจะต้องทำการแยกให้ออกในแต่ละช่วงเวลาว่าสิ่งที่กล่าวมานั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งใด เพื่อจะได้เกิดการสื่อสารที่สูงสุดแล้วเข้าใจตรงกันมากที่สุดความหมายจะได้ไม่ผิดเพี้ยนไป