อีกหนึ่งความสำคัญนอกจากที่เป็นการแสดงท่าทางชองความรู้สึกแล้วยังรวมถึงการคำนวณเลข ซึ่งคืออีกหนึ่งพื้นฐานของความจำเป็นในชีวิตประจำวัน อาจจะเห็นได้จากกิจกรรมบางอย่างที่มีการใช้ลักษณะของการนับเลขแบบนี้ได้แก่ การโดยสารทางเรือถ้าหากว่าใครที่เคยใช้บริการสาธารณะดังกล่าวจะพอเห็นได้ว่า มีการชูมือเพื่อบอกราคาเพราะเสียงของเครื่องยนต์เรือมีการทำงานที่ค่อนข้างจะเสียงดังทำให้ไม่สามารถที่จะพูดคุยกันได้

โดยตัวอย่างการนับมีดังนี้

 

finger-language-zero

เลข 0

ลักษณะมือ จิกปลายนิ้วชี้และนิ้วโป้งเข้าหากัน นิ้วที่เหลืองอลงเล็กน้อย

 

finger-language-one

เลข 1

ลักษณะมือ กำมือแล้วชูนิ้วขี้ขึ้นเพียงนิ้วเดียว

 

finger-language-two

เลข 2

ลักษณะมือ มือ กำมือแล้วชูนิ้วขี้และนิ้วกลาง

 

finger-language-three

เลข 3

ลักษณะมือ กำมือแล้วชูนิ้ว โป้ง ชี้และนิ้วกลาง

 

finger-language-four

เลข 4

ลักษณะมือ กำมือแล้วชูนิ้ว ชี้ นิ้วกลาง นิ้วนางและนิ้วก้อย

 

finger-language-five

เลข 5

ลักษณะมือ ชูนิ้วมือทั้ง 5

 

finger-language-six

เลข 6

ลักษณะมือ จิกปลายนิ้วโป้งกับนิ้วก้อย ชูนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง

 

finger-language-seven

เลข 7

ลักษณะมือ จิกปลายนิ้วนางกับนิ้วโป้ง  ชูนิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วก้อย

 

finger-language-eight

เลข 8

ลักษณะมือ จิกปลายนิ้วกลางกับนิ้วโป้ง ชูนิ้วชี้ นิ้วนาง และนิ้วก้อย

 

finger-language-nine

เลข 9

ลักษณะมือ มือ จิกปลายนิ้วชี้จิกกับนิ้วโป้ง ชูนิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อย

และหากต้องการจะนับตัวเลขที่มากขึ้นกว่านี้จะมีหลักในการใช้มือข้างใดข้างหนึ่งเป็นเลขหลักส่วนอีกข้างหนึ่งนั้นจะใช้เป็นเลขหลักต่อไปแทนเช่น เลข 52 จะใช้มือข้างซ้ายแทนจำนวน 50 ส่วนมือข้างขวาจะแทนเลข 2 เป็นต้น

ok

ภาษามือเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารและใช้ในการถ่ายทอดความหมายเมื่อเทียบกับการพูดคุย ภาษามือถูกคิดค้นโดยแนวความคิดที่ว่าหากคนเรานั้นไม่มีเสียงหรือไม่มีลิ้นจะสื่อสารกันได้อย่างไร และการใช้ภาษามือเพื่อเป็นการสื่อสารนี้เองได้เกิดขึ้นมานานแล้ว จนกระทั้งปี พ.ศ. 2223 มีการตีพิมพ์หนังสือโดย John Bulwer ชื่อว่า Didascalocophus ที่เสนอแนวความคิดของตนเองหลังจากที่ได้ศึกษากับคนหูหนวกคนหนึ่งที่พูดคุยกันกับหนังสือสอนการใช้งานภาษามือ Arthrological และ Charles de La Fin ได้ตีพิมพ์หนังสือที่ใช้ภาษามือร่วมกับร่างกายเป็นส่วนประกอบในการสื่อสาร ความแต่ต่างในแต่ละภูมิภาคอาจจะมีบ้างเนื่องจากมีการพัฒนาหรือเปลี่ยนไปตามภาษาที่มี และสำหรับพื้นฐานอย่างง่ายๆ ให้สามารถนำไปใช้ได้มีอะไรบ้างไปดูกัน

ตัวอย่างของการแสดงท่าทาง

sick

ไม่สบาย เกี่ยวข้องกับ การป่วย หรือเกิดสภาวะจิตใจและร่ายกายไม่ปกติ

ลักษณะท่าทางดังนี้ เอียงศีรษะไปด้านขวา ใช้หลังมือขวาในช่วงปลายนิ้วมาสัมผัสบริเวณหน้าผาก

 

hungry

หิว เกี่ยวข้องกับ หิวข้าว อยากรับประทานอาหาร เป็นต้น

ลักษณะท่าทางดังนี้ กำนิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อย เอาไว้ใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งรูดตรงลำคอ จนปลายนิ้วทั้งสองสัมผัสกัน

 

be-full

อิ่ม เกี่ยวข้องกับ หลังจากการรับประทานอาหารหรือสิ่งต่างๆ จนรับประทานต่อไม่ไหว

ลักษณะท่าทางดังนี้ คว่ำมือโดยเว้นระยะห่างระหว่างมือกับท้องเล็กน้อย จากนั้นยกมือขึ้นในแนวนอน จนกระทั่งหลังมือสัมผัสชิดกับใต้คาง

 

sorry

เสียใจ  เกี่ยวข้องกับ ผิดหวัง มีเรื่องที่ไม่สบายใจ จะต่างกับ เศร้าที่เป็นคนละความหมายกัน

ลักษณะท่าทางดังนี้ กำมือหันเข้าหาลำตัว โดยอยู่ห่างจากหน้าอกด้านซ้ายเล็กน้อย จากนั้นหมุนแขนเป็นวงกลมตามทิศทวนเข็มนาฬิกาประมาณ 3 รอบ พร้อมทำสีหน้าเศร้าสลด

 

apologize

ขอโทษ เกี่ยวข้องกับ  เมื่อทำอะไรผิดไปแล้วต้องการให้ผู้อื่นยกโทษให้

ลักษณะท่าทางดังนี้ ยกฝ่ามือซ้ายขึ้นมาระดับหัวใจ โดยหันปลายนิ้วไปยังคู่สนทนา จากนั้นใช้ปลายนิ้วมือข้างขวาทำวน ในทิศตามเข็มนาฬิกา เหนือฝ่ามือข้างซ้ายราว ๆ 3 รอบ

 

like-do-not-like

ชอบ, ไม่ชอบ เกี่ยวข้องกับ ความรู้สึกต่อสิ่งนั้น โดยที่ 2 ท่านี้จะมีลักษณะต่างกันอยู่นิดหน่อย

ลักษณะท่าทางดังนี้ สำหรับคำว่า ชอบ กำนิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อย โดยให้นิ้วชี้ และนิ้วโป้งเหยียดตรง หันมือเข้าหาลำตัว ระดับหน้าอกบริเวณหัวใจ โดยให้นิ้วทั้งสองทำมุมคล้ายตัววี จากนั้นลากมือลงพร้อม ๆ กับขยับปลายนิ้วชี้และนิ้วโป้งให้สัมผัสกัน

ลักษณะท่าทางดังนี้ สำหรับคำว่า ไม่ชอบ ทำท่าเดียวกับคำว่าชอบ พร้อมกับส่ายหน้าไปมาประมาณ 3 รอบ

 

well

สบายดี เกี่ยวข้องกับ การเจ็บป่วย สภาพร่างกาย อารมณ์ดี มีความสุข

ลักษณะท่าทางดังนี้ แบฝ่ามือทั้งสองข้าง จากนั้นให้ปลายนิ้วมือทั้งสองข้างทำมุมเป็นรูปตัววีโดยหันฝ่ามือเข้าหาลำตัวบริเวณหน้าอก แล้วลากมือในแนวเฉียงขึ้นเป็นรูปตัววีจนถึงระดับไหล่ จากนั้นกำนิ้วมือทั้ง 4 โดยชูนิ้วโป้งหันเข้าหากัน

 

worried

เป็นห่วง เกี่ยวข้องกับ ความเป็นห่วง หรือกังวล

ลักษณะท่าทางดังนี้  คล้องนิ้วชี้กับนิ้วโป้งของมือทั้งสองข้าง ให้ปลายนิ้วสัมผัสกัน โดยหันฝ่ามือซ้ายไปที่อีกฝ่าย ขณะที่นิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยเหยียดตรง

จากที่กล่าวมานั้นหลายๆ ท่าจะมีความหมายมากกว่าหนึ่งคำอยู่เสมอ ซึ่งหากจะสื่อสารบางครั้งจะต้องทำการแยกให้ออกในแต่ละช่วงเวลาว่าสิ่งที่กล่าวมานั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งใด เพื่อจะได้เกิดการสื่อสารที่สูงสุดแล้วเข้าใจตรงกันมากที่สุดความหมายจะได้ไม่ผิดเพี้ยนไป

การที่จะเลือกอุปกรณ์หรือเครื่องช่วยได้ยินนั้นเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจหลักๆ มีอยู่ด้วยกัน 3 อย่าง เครื่องช่วยฟังที่ตอบสนองความต้องการ, สิ่งที่มองหาเมื่อซื้อเครื่องช่วยฟัง,วิธีการใช้งาน หากมีครบรับรองได้ว่าจะมีประโยชน์ต่อตัวของผู้ใช้งานอย่างสูงสุด ซึ่งเครื่องช่วยฟังไม่สามารถคืนได้ยินแบบปกติ แต่สามารถปรับปรุงการได้ยินโดยขยายเสียงช่วยให้คุณได้ยินเสียง

หลักการทำงานของเครื่องช่วยฟัง

เครื่องช่วยฟังใช้ชิ้นส่วนพื้นฐานที่เหมือนกัน ที่จะทำการนำเสียงจากสภาพแวดล้อมเข้าไปในหูคุณและทำให้เสียงเหล่านั้นดังขึ้น ส่วนใหญ่เป็นเครื่องช่วยฟังดิจิตอลและทั้งหมดจะใช้งานด้วยแบตเตอรี่ มีไมโครโฟนขนาดเล็กเก็บเสียงจากสภาพแวดล้อม ชิปคอมพิวเตอร์มีหน้าที่เครื่องขยายเสียงแปลงเสียงที่เข้ามาเป็นรหัสดิจิตอลทำการวิเคราะห์และปรับเสียงขึ้นอยู่กับการสูญเสียการได้ยิน พร้อมขยายสัญญาณแล้วจะถูกแปลงกลับเข้ามาในคลื่นเสียงส่งต่อให้กับหูผ่านลำโพง

รูปแบบของเครื่องช่วยฟัง

hearing-aid-in-ear

แบบใส่เข้าไปในหูซึ่งจะมีขนาดที่พอดีและเล็กมากเมื่อไม่สังเกตแทบจะไม่เห็นเลยว่ามีการใช้เครื่องช่วยฟังอยู่คล้ายกับหูฟังแบบ In-Ear ซึ่งมีข้อดีและข้อเสีย ง่ายต่อการจัดเก็บด้วยขนาดเท่าเหรียญ ,ใช้แบตเตอรี่ขนาดเล็ก ,อาจรับเสียงลมมากกว่าอุปกรณ์แบบอื่น

 

hearing-aid-behind-the-ears

แบบคล้องหลังใบหู เป็นที่สังเกตได้ง่ายเนื่องจากอุปกรณ์อยู่ภายใน แต่จะใช้งานได้นานกว่าแบบแรกเพราะบางรุ่นอาจะมีการใส่แบตเตอรี่มาให้ถึง 2 ก้อน การจัดเก็บต้องใช้ความระมัดระวังเพราะก้านที่ใช้คล้องหูอาจจะหักทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ต่อไป ปรับระดับเสียงให้ได้ยินมากกว่าแบบแรก

คุณสมบัติเพิ่มเติม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่จะทำให้ตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้นเนื่องด้วยการใช้งานที่หลักหลายเพิ่มเข้ามาเช่น

ลดเสียงรบกวน เมื่ออยู่ในสถานที่มีเสียงดังอาจจะทำให้ได้ยินเสียงอื่นที่ไม่ใช้การสนทนาแทรกเข้ามาซึ่งจะเป็นจะต้องตัดเสียงที่ไม่จำเป็นเหล่านั้นออกไปจากการได้ยิน

ไมโครโฟนที่จะดีจะทำให้รู้ว่าต้นกำเนินของเสียงนั้นมากจากด้านหน้า หลัง หรือด้านข้างตัว โดยที่ปกติแล้วจะมีลักษณะการได้ยินเสียงอยู่แบบเดียว

 

hearing-aid-rechargeable

แบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จได้ สามารถทำให้สะดวกต่อการใช้งานได้ง่ายขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอ โดยที่ส่วนใหญ่แล้วเปลี่ยนแบตเตอรี่ 1 ครั้งจะสามารถใช้งานได้ 1 – 2 วันเท่านั้น

 

hearing-aid-bluetooth

เชื่อมต่อไร้สาย เครื่องช่วยฟังแบบไร้สายสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อย่างบลูทูธ กับโทรศัพท์มือถือ, เครื่องเล่นเพลงและโทรทัศน์ได้โดยตรงทำให้เกิดความสะดวกในการใช้งาน

 

hearing-aid-motion

การตั้งค่าที่หลากหลาย จะทำให้คุณกำหนดการต่างๆ เมื่ออยู่ในสถานที่ต่างกันออกไปเพื่อความคมชัดและประสิทธิภาพการใช้งานที่เต็มที่แต่ไม่ใช้งานเกินความจำเป็น เช่นอยู่ในสถานที่มีความเงียบที่ใช้ความดังเพียงนิดหน่อยก็ได้ยินและค่าเดิมที่ใช้งานก่อนหน้ามีความดังที่เกิดความจำเป็น