Ear

การได้ยิน สำคัญเพียงใด

  ทุกประเทศเองนั้นเมื่อมีเด็กเกิดขึ้นจะมีการตรวจร่างกายตั้งแต่ยังอยู่โรงพยาบาล สำหรับการตรวจการได้ยินจะมีการใช้เครื่องมือที่ชื่อว่า เครื่อง OAE (Otoacoustic Emissions) ซึ่งทุกโรงพยาบาลจะมีการใช้เพื่อตรวจเบื้องต้น หากพบว่าตรวจไม่ผ่านจะมีการตรวจซ้ำอีกครั้งหนึ่ง แต่หากว่าตรวจแล้วยังไม่ผ่านอีกให้สันนิฐานว่าเด็กเกิดความบกพร่องทางการได้ยินควรนัดแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด และยังสามารถแบ่งระดับความบกพร่องทางการได้ยินถึง 6 ระดับ 1.แบบปกติ จะได้ยินเสียงในลักษณะของการกระซิบ ความดังไม่เกิน 25 เดซิเบล 2.หูตึง ไม่สามารถได้ยินเสียงกระซิบ แต่ยังคงได้ยินเสียงพูดตามปกติอยู่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วงฟังแต่ไม่บ่อยครั้ง ความดังอยู่ที่ 26-40 เดซิเบล 3.หูตึงปานกลาง ต้องพูดเสียงดังขึ้นอีกเล็กน้อย ความดังอยู่ที่ 41-55 เดซิเบล 4.หูตึงมาก คือตะโกนแล้วถึงจะได้ยิน จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟังตลอด ความดังอยู่ที่ 56-70 เดซิเบล 5.หูตึงแบบรุนแรง คือแม้แต่ตะโกนแล้วหรือว่าใช้เครื่องขยายเสียยังคงได้ยินอยู่แต่ยังไม่ชันเจนในเสียง ความดังอยู่ที่ 71-90  เดซิเบล 6.หูหนวก คือต่อให้ทำอย่างไรยังคงไม่ได้ยินเสียงเลยแม้แต่น้อย ความดังอยู่ที่ 91+ เดซิเบล การได้ยินเองก็เป็นสิ่งสำคัญจากผลการวิจัยพบว่าเด็กที่ขาดการได้ยินนั้นจะมีการพัฒนาที่ช้ากว่าเด็กพิการทางสายตา หลายท่านอาจสงสัยว่าเป็นเพราะอะไรนั้นก็เพราะว่าการสื่อสารทำให้สามารถรับรู้ได้ดีกว่าว่าสิ่งที่ต้องการคืออะไรอย่างเช่น หากเด็กบกพร่องทางการได้ยินเจอกับเพื่อนซึ่งเพื่อนพูดว่าอะไรก็จะไม่สามารถรู้ได้หรืออาจจะไม่เข้าใจเลยต่อให้แสดงท่าทางออกมาให้ดูก็ตาม แต่หากว่าพิการทางสายตายังสามารถโต้ตอบในการสนทนาด้วยคำพูดหรือน้ำเสียงที่สื่อถึงอารมณ์ได้ดีกว่าท่าทาง และเมื่อเด็กไม่ได้ยินเสียงต่างๆ ต่อให้พูดได้ปกติแต่เค้าจะไม่รู้ว่าต้องพูดแบบไหนเพราะไม่เคยออกเสียงเนื่องจากไม่เคยได้ยินจะกลายเป็นคนที่ไม่สามารถพูดได้ไปในทันที โดยที่ส่วนน้อยจะยังพอได้ยินและพูดโต้ตอบได้ สาเหตุของความบกพร่องทางการได้ยินมีหลายสาเหตุดังนี้ 1.เป็นมาตั้งแต่กำเนิด ส่วนใหญ่แล้วจะมีสาเหตุมาจากพันธุกรรมและกรรมพันธุ์ […]

continue reading