สองเครื่องช่วยฟังดีกว่าหรือไม่

โดยหลักปกติแล้วการที่ได้ยินทั้ง 2 หูเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่ออกแบบมาจึงมีความสงสัยว่า สองเครื่องช่วยฟังดีกว่าหรือไม่ เมื่อมีเสียงเกิดขึ้นจะทำให้เราสามารถแยกได้ว่าต้นเสียงเกิดขึ้นจากทางไหน ในทางปกติแล้วหากมีการได้ยินมีเพียงข้างเดียวก็ไม่จำเป็นที่ต้องใช้งาน เครื่องช่วงฟังสองข้างแต่ทางกลับกัน หากไม่ได้ยินทั้ง 2 ข้างเลยนั้นจะเป็นการดีกว่าที่จะใช้งานสองเครื่องช่วยฟัง 2 ข้างพร้อมกัน รูปแบบเสียง อย่าง ที่อาจจะรู้กันบางแล้วว่าเสียงมี 2 แบบ สเตอริโอ (Stereo) และ โมโน (Mono) 2 อย่างนี้จะส่งผลต่อเสียงที่ได้ยิน สเตอริโอเป็นธรรมชาติสมองสามารถที่จะได้ยินเสียงในลักษณะนี้ได้ดีกว่าโมโน และหากใช้เครื่องช่วยฟังในกรณีที่ไม่ได้ยินทั้ง 2 ข้างจะทำให้ความสามารถในการรับรู้ทำงานได้ไม่เต็มรูปแบบ การที่หูมีสองข้างนั้นอาจจะเกี่ยวข้องกับสมองหรือการรับรู้ที่สมองของคนเรา มี 2 ข้างเช่นกัน ช่วยให้คุณสามารถตรวจจับทิศทางเสียง เสียงจาก หูทั้งสองข้างทำให้สามารถค้นหาที่มาของเสียงได้ดีขึ้น ซึ่งหากอยู่กับกลุ่มคนจำนวนมากจะทำให้ได้ยินเสียงรอบข้างอย่างชัดเจนโดยที่ ไม่จำเป็นต้องเอียงหูข้างที่ใช้เครื่องช่วยฟังอยู่บ่อยๆ ทำมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในการพูดคุยกับผู้อื่นและยังมีผลต่อความปลอดภัย เช่นช่วยให้ทราบว่ามีรถกำลังวิ่งมาหรือไม่   ไม่จำเป็นต้องปรับระดับเสียงดังเกินไป เมื่อ มีเครื่องช่วยฟัง 2 ข้างจะทำให้สามารถรักษาระดับการได้ยินคงที่มากกว่าข้างเดียวที่บางครั้งจะ ต้องเร่งเสียงให้มีความดังกว่าปกติถึงจะได้ยินและจะทำให้การได้ยินขณะที่ใช้ งาน 2 ข้างไม่รวบกวนคนรอบข้าง ทำให้รู้สึกดีกว่าเดิม จากที่ กล่าวมาแล้วไม่ว่าจะเป็นต้องเอียงหูเพื่อฟังสิ่งต่างๆ รอบตัว ปรับระดับเสียงเบาดังบ่อยครั้ง สามารถคุยกับคนอื่นได้สะดวกกว่าเดิมย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพที่ไม่ต้องวิตก […]

continue reading
Ear

การได้ยิน สำคัญเพียงใด

  ทุกประเทศเองนั้นเมื่อมีเด็กเกิดขึ้นจะมีการตรวจร่างกายตั้งแต่ยังอยู่โรงพยาบาล สำหรับการตรวจการได้ยินจะมีการใช้เครื่องมือที่ชื่อว่า เครื่อง OAE (Otoacoustic Emissions) ซึ่งทุกโรงพยาบาลจะมีการใช้เพื่อตรวจเบื้องต้น หากพบว่าตรวจไม่ผ่านจะมีการตรวจซ้ำอีกครั้งหนึ่ง แต่หากว่าตรวจแล้วยังไม่ผ่านอีกให้สันนิฐานว่าเด็กเกิดความบกพร่องทางการได้ยินควรนัดแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด และยังสามารถแบ่งระดับความบกพร่องทางการได้ยินถึง 6 ระดับ 1.แบบปกติ จะได้ยินเสียงในลักษณะของการกระซิบ ความดังไม่เกิน 25 เดซิเบล 2.หูตึง ไม่สามารถได้ยินเสียงกระซิบ แต่ยังคงได้ยินเสียงพูดตามปกติอยู่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วงฟังแต่ไม่บ่อยครั้ง ความดังอยู่ที่ 26-40 เดซิเบล 3.หูตึงปานกลาง ต้องพูดเสียงดังขึ้นอีกเล็กน้อย ความดังอยู่ที่ 41-55 เดซิเบล 4.หูตึงมาก คือตะโกนแล้วถึงจะได้ยิน จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟังตลอด ความดังอยู่ที่ 56-70 เดซิเบล 5.หูตึงแบบรุนแรง คือแม้แต่ตะโกนแล้วหรือว่าใช้เครื่องขยายเสียยังคงได้ยินอยู่แต่ยังไม่ชันเจนในเสียง ความดังอยู่ที่ 71-90  เดซิเบล 6.หูหนวก คือต่อให้ทำอย่างไรยังคงไม่ได้ยินเสียงเลยแม้แต่น้อย ความดังอยู่ที่ 91+ เดซิเบล การได้ยินเองก็เป็นสิ่งสำคัญจากผลการวิจัยพบว่าเด็กที่ขาดการได้ยินนั้นจะมีการพัฒนาที่ช้ากว่าเด็กพิการทางสายตา หลายท่านอาจสงสัยว่าเป็นเพราะอะไรนั้นก็เพราะว่าการสื่อสารทำให้สามารถรับรู้ได้ดีกว่าว่าสิ่งที่ต้องการคืออะไรอย่างเช่น หากเด็กบกพร่องทางการได้ยินเจอกับเพื่อนซึ่งเพื่อนพูดว่าอะไรก็จะไม่สามารถรู้ได้หรืออาจจะไม่เข้าใจเลยต่อให้แสดงท่าทางออกมาให้ดูก็ตาม แต่หากว่าพิการทางสายตายังสามารถโต้ตอบในการสนทนาด้วยคำพูดหรือน้ำเสียงที่สื่อถึงอารมณ์ได้ดีกว่าท่าทาง และเมื่อเด็กไม่ได้ยินเสียงต่างๆ ต่อให้พูดได้ปกติแต่เค้าจะไม่รู้ว่าต้องพูดแบบไหนเพราะไม่เคยออกเสียงเนื่องจากไม่เคยได้ยินจะกลายเป็นคนที่ไม่สามารถพูดได้ไปในทันที โดยที่ส่วนน้อยจะยังพอได้ยินและพูดโต้ตอบได้ สาเหตุของความบกพร่องทางการได้ยินมีหลายสาเหตุดังนี้ 1.เป็นมาตั้งแต่กำเนิด ส่วนใหญ่แล้วจะมีสาเหตุมาจากพันธุกรรมและกรรมพันธุ์ […]

continue reading